“ทรัพย์สยาม” น้องใหม่ไฟแรง

สวัสดีค่ะทุกๆ ท่าน

ต้องขออภัยท่านผู้มีอุปการคุณทุกๆ ท่านจริงๆ ถึงความผิดพลาดของทางเรา
ที่ทำให้ ธุรกิจพระ ฉบับที่ 63 วางแผงล่าช้าไปมาก…แต่ก็หวังว่าคงไม่นานจนเกินรอนะคะ
ช่วงนี้รู้สึกว่ามีเรื่อง ยุ่งๆ วุ่นๆ หลายเรื่องนะคะ ทุกเรื่องรู้สึกจะวนเวียนอยู่
รอบๆ ตัวเรา และส่งผลกระทบเราอย่างจังเกือบทุกเรื่อง
ตั้งแต่เรื่องบ้านเมือง เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องรัฐบาลใหม่ จะเลือกพรรคไหนดี จะเลือกพรรคไหนก็พิจารณาให้ดี ให้รอบคอบ แต่อย่าเลือกพักผ่อนด้วยความเบื่อก็แล้วกัน…
ช่วงนี้พระเกจิ พระกรุ ขายดีมาก พระราคาหลักร้อย หลักพัน หลักหมื่น วิ่งฉิว ที่ไม่คิดว่าจะมีคนซื้อ ก็ยังขายได้ ส่วนราคาสูงๆ ก็ยังมีบ้าง แต่น้อยไปหน่อย
คงอยากทราบเรื่องตลาดจตุคามล่ะซิ ตอนนี้อยู่ดีๆ ทุกอย่างเหมือนถูกกดปุ่ม STOP..! ทำให้ทุกคนที่จองจตุคามไว้เยอะๆ เพื่อขายต่อใจคอไม่ดี ท่านไปแล้วหรือ..? แล้วจะกลับมาอีกไหมเนี่ย..?
ถ้าถามความเห็นส่วนตัว เห็นว่า ที่สรุปกันว่าตลาดจตุคามช่วงนี้ขาลง
ก็ไม่น่าจะใช่ซะทีเดียว ก็ยังมีการซื้อขายกันอยู่ เพียงแต่ราคาไม่แรงสุดโต่งเหมือนก่อน
เพิ่มขึ้นจากราคาจองประมาณ 30% ส่วนรุ่นเก่าๆ ยังขายได้อยู่
เพียงแต่น้อยลง จตุคามที่ออกมาหลังๆ ล้วนแต่สวยๆ น่าเก็บ จึงคิดว่าน่าจะกระตุ้นตลาดได้อีก..ใจเย็นๆ นะคะ
วันนี้อยากแนะนำน้องใหม่ของธุรกิจพระ ชื่อ “ทรัพย์สยาม” ราคา @65 บาท
หน้าตาหล่อพอเทียบกับคนอื่นได้ ในเล่มน่าสนใจ อยากแนะนำให้รู้จัก เปิดตัวฉบับปฐมฤกษ์วางตลาด
ต้นเดือนตุลาคมนี้ ชอบ ไม่ชอบ อยากให้ปรับปรุงอะไรบอกกันบ้างนะคะ
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่รักเราตั้งแต่ต้น จนถึงปัจจุบัน.. จึงขอให้รักน้องใหม่ของเรา ชื่อ “ทรัพย์สยาม” ตลอดไปด้วยเช่นกันนะคะ

ขอให้ทุกท่านมีความสุขมากๆ

ทรรศพร บุณยเกียรติ

บรรณาธิการบริหาร


ท่านสามารถดาวน์โหลดธุรกิจพระฉบับใหม่ และทรัพสยามได้เลยค่ะ

คลิกที่ Thumnails ข้างล่างนี้ค่ะ

A63_P01Sup Siam Magazine

บอกเล่า๙๐-คุณทราบหรือไม่ว่าพระเครื่องที่คุณแขวนกันอยู่นั้น เริ่มขึ้นเมื่อใด?

คุณทราบหรือไม่ว่าพระเครื่องที่คุณแขวนกันอยู่นั้น เริ่มขึ้นเมื่อใด?
พระพุทธศาสนาได้เข้ามาสู่ประเทศไทยในสมัยพุทธกาลหลังจากที่
พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปนานแล้ว ศาสนาพุทธเริ่ม
แผ่ขยายเข้ามาเมื่อใดนั้นไม่ค่อยจะทราบแน่ชัด แต่ทว่าวัตถุมงคลใน
พุทธศาสนานั้นหรือที่เรีกยกันโดยทั่วไปว่า “พระเครื่อง หรือ
พระเครื่องราง” คือคนในสมัยนั้นได้หยิบยกเอาว่า พระเครื่องดังกล่าว
เป็นเสมือน สมมติองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่มีขนาดเล็ก สร้างเอาไว้
เพื่อเป็นของมงคลสำหรับบรรจุไว้ใน เจดีย์ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า
และเพื่อสืบสานพระพุทธสานาต่อไป
ประวัติเริ่มต้นที่ค่อนข้างชัดเจนก็คือ ปรากฎหลักฐานภายหลังการสร้าง
พระพุทธรูป ราวพุทธศักราช ๕๐๐ ในสมัยทวาราวดี (สมัยทวาราวดี ราว
พ.ศ.๔๐๐ -พ.ศ. ๑๒๐๐)

 

(รูปด้านบนเป็นภาพพระบูชาในสมัยทวาราวดี ภาพจาก วิกิพีเดีย)

และสมัยศรีวิชัย (พ.ศ. ๑๓๐๐) โดยการสร้างพระบูชา
ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกสำหรับผู้ที่มาเคารพสังเวชนียสถาน เพื่อใช้ระลึกถึงคุณ
ของสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งในสมัยนั้นไม่ทราบว่าเรียกพระบูชานั้นว่าอะไร
รู้แต่เพียงว่านิยมติดตัวกันไว้เสมือนเครื่องรางของขลัง ไว้เวลาออกรบหรือ
เดินทางไปในต่างแดน ซึ่งก็มีพระพุทธคุณเชื่อกันว่ากันภูตผีปีศาจได้
ซึ่งก็นับเป็นความเชื่อเล่าขานต่อๆกันมา…
ส่วนความหมายของคำว่าพระเครื่องในไทยนั้น เริ่มเกิดมีขึ้นมาในสมัย
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่๕
ที่ทรงรับสั่ง ให้นำเครื่องจักรจากยุโรปมาเพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ ทำให้เกิดมี
การผลิตเหรียญของเกจิอาจารย์ชื่อดังตามมาอีกเป็นลำดับ ทำให้ผู้คนเรียกพระที่
ผลิตมาจากเครื่องจักรพิมพ์เหรียญนั้นติดปากกันต่อมาว่า “พระเครื่อง” หรือ
เรียกพระองค์เล็กๆ ที่เป็นพระพิมพ์เรียกเหมารวมกันว่า “พระเครื่อง” เช่นเดียวกัน
พระเครื่องส่วนใหญ่ จะจัดสร้างให้มีขนาดเล็กเพื่อที่จะสามารถสร้างได้จำนวนมากๆ
และแจกกันทั่วถึงแก่บรรดาญาติมิตร เพื่อใช้สำหรับบรรจุในพระพุทธเจดีย์และ
เพื่อแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา ใช้ใส่เป็นวัตถุมงคล เป็นที่นิยม
แก่ผู้พบเห็น ป้องกันภัย หรือคุณไสยต่างๆได้ ตามความเชื่อต่างๆนาๆ
แล้วเมื่อพูดถึงใช้ใส่เพื่อป้องกันภัยต่างๆแล้ว ก็จะขอพูดถึงว่า ทำไมพระเครื่องถึง
นำมาใช้ยกเป็นความเชื่อในเรื่องของการป้องกันภูตผีปีศาจกันสักหน่อยนะครับ
ที่มาก็คงจะเพราะผู้มีศักดิ์สูงชอบใช้คำนำหน้าตนเองว่า “พระ” เหตุผลก็คือ
ความเชื่อของคนไทยนั้นเปรียบพระ เป็นของที่สูง น่าเคารพบูชาและเพื่อดำรง
พระพุทธศาสนาสืบไป เราจึงนิยมเรียกขานนามผู้มีศักดิ์สูงนั้นไปต่างๆ เช่น
พระยา  เจ้าพระยา หรือ คุณพระ แม้แต่คำว่า พระมหากษัตริย์
นำหน้าชื่อทุกครั้งทั้งนี้ก็เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของชื่อ เพื่อเป็นที่รักใคร่
เคารพแก่ผู้คนทั่วไป
ชายทุกคนที่เกิดมาในสยามประเทศและศรัทธาอยู่ใต้ร่มบรมโพธิสมภาร
ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้งหนึ่งในชีวิตก็ควรที่จะได้บวชห่มผ้าเหลืองสักครั้ง
เพื่อทดแทนคุณบิดามารดา เป็นหญิงก็ให้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเพื่อดำรงคุณงามความดี
บอกต่อพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่สืบต่อไป แม้แต่คนที่ตายไปแล้วก็ยังคงต้องพึ่ง
พระสงฆ์องค์เจ้ามาสวดพระอภิธรรม ส่งวิญญาณละสังขารไปอยู่ในที่สงบ
ตามแต่บุญและกรรมที่ทำกันมา
ด้วยเหตุผลนี้ ภูตผีปีศาจต่างๆ ได้ทราบในพระพุทธคุณอันมหาศาลนี้ก็เกรงกลัว
ไม่อาจทำอันตรายใดๆได้ แม้เป็นผี ก็อยากที่จะพ้นบ่วงกรรม แต่ไม่อาจกระทำได้
เหมือนตอนที่อยู่ในชาติมนุษย์ การจะไปหลอกหรือแกล้งผู้คนให้กลัวแก่ตนนั้น
ก็จะถือเป็นบาปติดตัวไปอีก ผีตนไหนดื้อไปแกล้งหลอกชาวบ้าน พอไปพบว่า
ชาวบ้านคนนั้นแขวนพระบูชามีศีลธรรมติดตัวมาบ้าง ก็ต้องกลัวเกรง
ระลึกถึงบาปบุญคุณโทษ เมื่อผีตนนั้นนึกถึงพระพุทธคุณขึ้นมาได้ ก็จำต้องล่าถอยไป
นี่คือที่มาว่าทำไมผีถึงกลัวพระครับ
แต่ในปัจจุบันนี้รู้สึกว่าคนจะไม่ค่อยกลัวผีกันแล้ว จะกลายเป็นว่าคนกลัวคน
ด้วยกันเองมากกว่านะครับ คนหลอกคนนี่น่ากลัวมากๆ นะครับแขวนพระสักกี่องค์
ก็ทำอะไรไม่ได้หรอกครับ…เอาเป็นว่าขอให้พวกเราที่เคารพบูชาพระเครื่อง
โปรดช่วยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาไปด้วย ยึดมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดี
ไม่คดโกงใคร หากินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต กินอยู่อย่างพอเพียง มีชีวีที่เป็นสุขนะครับ

บทความนี้เรียบเรียงโดย จักรินทร์  ปลั่งกมล

บรรณาธิการคอลัมน์บอกเล่าเก้าสิบ/เว็บมาสเตอร์ธุรกิจพระ

(อ้างอิงจาก วิกิพีเดีย th.wikipedia.org) 

บอกเล่า๙๐วันนี้-พุทธศักราชแรกเกิดขึ้นได้อย่างไร?

สวัสดีครับพี่ๆและเพื่อนๆชาว Amuletbiz  ของธุรกิจพระทุกท่านกระผมจักรินทร์ ปลั่งกมล

ทำหน้าที่เว็บมาสเตอร์ของ Amuletbiz แห่งนี้ ได้คิดคอลัมน์ใหม่ขึ้นมาชื่อว่า “บอกเล่า๙๐”

บทความ “บอกเล่า๙๐” นี้จะเป็นการนำเอาเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจเป็นความรู้รอบตัวที่น่ารู้

มาบอกกล่าวเรื่องราวให้อ่านกันตรงจุดนี้ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกครับ ซึ่งกระผมจะนำเอาเรื่องราว

สาระน่ารู้ต่างๆ มาบอกเล่าสู่กันฟังอาทิตย์ล่ะครั้งครับ

ผิดพลาดประการใดขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ

บทความที่1. เรื่องพุทธศักราชแรกมีที่มาอย่างไร?

หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า ปี พ.ศ. ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร

การเกิด พ.ศ.๑ นี้เกิดขึ้นจากการที่ได้รับเอา วัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาในขณะนั้น

ซึ่งแผ่ขยายไปทั่วแคว้นชมพูทวีป และเอเซีย สยามประเทศก็เช่นกัน… หลังจากที่

พระพระพุทธเจ้าทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ๑ ปี (วันวิสาขบูชา)

สยามประเทศ(ขณะนั้นยังไม่เป็นปึกแผ่น…) ก็ได้เริ่มมีการกำหนดนับเรียกขานปี

ว่าพุทธศักราชที่หนึ่ง คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ตั้งแต่นั้น เป็นต้นมา ทั้งนี้ชาวพม่าและลังกา

นับก่อนสยามประเทศ ๑ ปีคือเริ่มตั้งแต่วันที่พระพุทธเจ้าทรง เสด็จดับขันธปรินิพพานเลย

ดังนั้นถ้าสยามประเทศเป็น ปี พ.ศ.ที่ ๑๒๑๑ พม่าก็จะเป็น พ.ศ. ๑๒๑๐ เป็นต้น พวกเรา

ชาวสยามใช้กันเรื่อยมาจนถึงยุคสมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ปรับให้มีการ

ขึ้นปีใหม่อย่างฝรั่งให้เป็นวันที่ ๑ มกราคม ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ เป็นการเริ่มนับพุทธศักราชใหม่

ปีพุทธศักราชของเราที่นับตามหลัง พม่าและลังกาเลยเหลือเพียง ๙ เดือน

(ประเทศศรีลังกาจะเปลี่ยนศักราชทันทีเมื่อถึงวันวิสาขบูชา)

บทความนี้เรียบเรียงโดย จักรินทร์  ปลั่งกมล อ้างอิงที่มาจาก วิกิพีเดีย